ใยแก้วนำแสงหรือ Optic Fiber ถือเป็นแก้วหรือพลาสติกคุณภาพสูงที่ยืดหยุ่นได้และมีเส้นผ่านศูนย์กลางเพียง 10 ไมครอนเท่านั้น ซึ่งถือว่าเล็กกว่าเส้นผมของคนเราอีกด้วย Fiber Optic นั้นทำหน้าที่เป็นตัวกลางส่งแสงจากด้านหนึ่งไปยังอีกด้านหนึ่ง ด้วยความเร็วสูงเกือบเท่าแสง จึงนำมาใช้ในการสื่อสารและโทรคมนาคมสามารถส่งได้ระยะทางถึง 100 กิโลเมตรในหนึ่งช่วง ซึ่งภายในโครงสร้างของเส้นใยแสงประกอบด้วยส่วนที่แสนทำหน้าที่เดินผ่านเป็นแกนกลางหรือ เรียกว่าcore โดยส่วนที่หุ้มคออยู่ด้านในนั้นเรียกว่า clad ทั้งสองอย่างนี้ มีแมททีเรียลใส ซึ่งหมายถึงว่าเป็นสารที่ไม่ได้เป็นตัวนำไฟฟ้า

แกนกลางหรือ Core ของสายใยแก้วนำแสง Fiber Optic นั้น มีตั้งแต่ 2 coreขึ้นไป โดยแต่ละคอ จะมีช่องขนาดเล็กลงไปอีกหลาย um ที่ทำให้แสงเดินผ่านได้ และถ้าลงลึกลงไปในระบบ core ของใยแก้วนำแสงนั้นก็จะแบ่งออกอีกเป็นหลายชนิดแต่จะลงท้ายด้วยเลขคู่ เช่น 2 core 4 Core 6 และ 12 Core แต่ละ core ทำหน้าที่รองรับและแบ็คอัพอุปกรณ์ให้ทำงานได้อย่างรวดเร็ว ให้มีความเสถียรที่สุด ตัวอย่างเช่น ถ้าหากเชื่อมต่อระยะไกล้ติดตั้งภายในบ้านใช้สายเพียงแค่ 4 Core ก็เพียงพอ ส่วนถ้าคุณต้องการ Backup เยอะ และมีการเชื่อมต่อที่หลากหลายจุดเป็นระยะทางที่ไกล อาจจะต้องเลือกใช้สายไฟเบอร์ออฟติก 6 Core หรือ 12 Core เป็นต้น ทั้งนี้แล้วหากติดตั้งหลาย core ก็อาจจะมีค่าใช้จ่ายเพิ่มเติมที่มากขึ้น

โดยแต่ละ core ของสาย Fiber Optic นั้นก็มีขนาดที่แตกต่างกันลงไปในรายละเอียดอีก ตัวอย่างเช่น Multi Mode จะมีคอเส้นผ่าศูนย์กลางขนาด 50 ไมครอน ซึ่งถือว่ามีขนาดค่อนข้างใหญ่แตกต่างจาก Single Mode ที่มีขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางเพียง 9 ไมครอน ซึ่งการที่ core มาก-น้อยนั้น มีผลให้ความเร็วและความเป็นระเบียบของข้อมูล มีคุณภาพแตกต่างกัน