แปลว่า แหล่งเก็บข้อมูลบนก้อนเมฆ ซึ่งก็คือ การเก็บข้อมูลโดยใช้พื้นที่แบบออนไลน์ โดยจะมีผู้ให้บริการเป็นเซิฟเวอร์ขนาดใหญ่ ให้ผู้ใช้บริการได้เก็บข้อมูลประเภทต่าง ๆ ผ่านบัญชีที่ลงทะเบียนไว้ จะเรียกว่าเป็นเว็บฝากไฟล์ในความเข้าใจของคนสมัยก่อนก็ได้ ก่อนหน้าที่ Cloud Storage จะเป็นที่นิยมในปัจจุบันนั้น แต่เดิมผู้คนนิยมเก็บข้อมูลกันในรูปแบบของ Physical Storage ซึ่งเป็นลักษณะของอุปกรณ์เก็บข้อมูลที่จับต้องได้ เช่น Floppy Disk, Hard Disk, Flash Drive หรือ Memory Card เป็นต้น โดยผู้ใช้งานต้องพกติดตัวไปใช้ตามที่ต่าง ๆ ด้วยทุกครั้ง หากเกิดกรณีที่ผู้ใช้ลืมพกพาอุปกรณ์เหล่านี้ หรือทำตกหล่นสูญหาย ก็จะทำให้ไม่สามารถเข้าถึงข้อมูลได้อีกอย่างสิ้นเชิง อีกตัวอย่างหนึ่งคือ ความไม่ปลอดภัย เช่น หากอุปกรณ์ที่ใช้เก็บข้อมูลนั้นเชื่อมต่อกับอุปกรณ์อื่น ๆ ที่มีไวรัส หรือ ซอฟต์แวร์ไม่พึงประสงค์ต่าง ๆ ก็จะนำสิ่งเหล่านั้นติดมากับอุปกรณ์เก็บข้อมูลด้วย พอผู้ใช้งานนำอุปกรณ์เก็บข้อมูลที่ติดไวรัสมาเชื่อมต่อเข้ากับคอมพิวเตอร์ของตน ก็จะส่งผลร้าย สร้างความเสียหายให้กับคอมพิวเตอร์ ในกรณีที่ไม่ได้ติดตั้งโปรแกรมป้องกันซอฟต์แวร์อันตราย หรือ Anti Virus ซึ่งด้วยเหตุผลต่าง ๆ เหล่านี้ ผนวกกับความทันสมัยของเทคโนโลยีที่ทุกวันนี้การเชื่อมต่ออินเตอร์เน็ตกลายเป็นเรื่องปกติธรรมดา อีกทั้งยังมีความเร็วสูง จึงทำให้ถือกำเนิดเทคโนโลยี Cloud Storage ขึ้นมา นอกเหนือจากการเก็บข้อมูลของเราไว้อย่างปลอดภัยแล้ว หากเราต้องไปทำงานที่ไกล ๆ ก็สามารถเข้าถึงข้อมูลได้ทันทีไม่ว่าจะอยู่ที่ไหน ขอเพียงแค่มีสัญญาณอินเตอร์เน็ตก็เป็นอันใช้ได้ ไม่ต้องกังวลเรื่องของไวรัส ไม่ต้องแบกอุปกรณ์เก็บข้อมูลขนาดใหญ่ให้ยุ่งยาก และการแชร์ไฟล์ข้อมูลให้กับผู้อื่นนั้นก็ทำได้ง่ายและสะดวกอีกด้วย