แรม (RAM) คือ อุปกรณ์ที่ใช้ในการสำรองข้อมูลชั่วคราวเพื่อรอให้ CPU ประมวลผลต่อไป แล้วจึงแสดงผลออกมาให้ผู้ใช้งานคอมพิวเตอร์ได้นำไปใช้งาน แต่ในปัจจุบันมีแรมจากหลายยี่ห้อ หลายบริษัทวางขายในท้องตลาด มีการออกแบบรูปทรง, การเชื่อมต่อต่างๆ, ความเร็ว ที่แตกต่างกันออกไป ดังนั้นก่อนไปซื้อแรมเพื่อนำมาประกอบในคอมพิวเตอร์หรือเพื่อมาอัพเกรดคอมพิวเตอร์ก็ตาม ผู้ใช้งานควรทำการศึกษาข้อมูลต่างๆ เพื่อให้สามารถเลือกใช้งานได้อย่างถูกต้อง วันนี้ผมจึงนำข้อมูลเบื้องต้นก่อนที่จะซื้อแรม มาฝากคุณผู้อ่านทุกคนครับ

เรื่องแรก ซ็อกเก็ตของแรม จะมีการออกแบบที่แตกต่างกันระหว่างแรมประเภท DDR2 และ DDR3 ตรงบริเวณร่องบากของแรม ซึ่ง DDR2 จะค่อนข้างอยู่ริม ส่วนแรมประเภท DDR3 ร่องบากจะมาอยู่ค่อนข้างตรงกลาง ซึ่งจะช่วยให้ผู้ใช้งานไม่ติดตั้งผิดพลาดประเภทนั่นเองครับ

ต่อมาคือเรื่องค่า CL ของแรม ซึ่งย่อมาจาก CAS Latency เป็นค่าหน่วงเวลาในการอ่านและเขียนข้อมูลของแรม โดยปกติแล้วค่า CL จะส่งผลตรงประสิทธิภาพในการรับส่งข้อมูลของแรม หรือในเรื่องความเร็วนั่นเองครับ เช่น แรมที่มีค่า CL5 หมายความว่า ต้องใช้ระยะเวลารอเพียง 5 สัญญาณนาฬิกา ซึ่งค่า CL โดยปกติจะอยู่ที่ประมาณ 5 ครับ เรื่องต่อไปที่สำคัญคือ ข้อจำกัดของแรมกับระบบปฏิบัติการ ซึ่งมีระบบปฏิบัติการทั้ง 32 บิต และ 64 บิตโดยในระบบปฏิบัติการ 64 บิต จะให้ประสิทธิภาพในการทำงานที่สูงกว่า แต่เมื่อติดตั้งระบบปฏิบัติการ 64 บิตแล้ว อาจทำให้โปรแกรมบางโปรแกรมในเครื่องคอมพิวเตอร์ไม่สามารถทำงานได้ ดังนั้นผู้ใช้งานจึงต้องคำนึงถึงข้อจำกัดทุกข้อด้วยนะครับ เพื่อให้สามารถใช้งานได้อย่างราบรื่นนั่นเอง