ทุกสิ่งทุกอย่างบนโลกนี้ล้วนแล้วแต่มีการพัฒนาจากตัวอย่างต้นแบบด้วยกันทั้งนั้น เพื่อให้สามารถปรับใช้ได้กับยุคสมัยที่มีการเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา และสามารถตอบสนองความต้องการของคนในแต่ละยุคสมัย ข้อมูลต่างๆนับร้อยพันบนโลกนี้ก็เช่นกันมีวิวัฒนาการจากการใช้แผ่นดินเหนียวในการบันทึกข้อมูลมาเป็นกระดาษและถูกพัฒนาขึ้นมาเรื่อยๆ จนในยุคปัจจุบันมีการเก็บข้อมูลโดยการใช้แฟลชไดรฟ์ แทนการใช้กระดาษ ข้อมูลต่างๆถูกบีบอัดเป็นไฟล์เล็กๆที่เข้าถึงการใช้งานได้สะดวกยิ่งขึ้น วันนี้เราจะมาค้นหากันว่าแฟลชไดรฟ์มีวิวัฒนาการอย่างไร

            เมื่อเริ่มแรกที่มีการใช้หน่วยเก็บข้อมูลสำรองภายนอกมีการใช้แผ่นดิสก์ หรือ ดิสเกตต์ ซึ่งเป็นอุปกรณ์เก็บข้อมูลโดยใช้สนามแม่เหล็กเหนี่ยวนำ มีลักษณะที่บางมีแผ่นกลมบรรจุอยู่ในแผ่นพลาสติกรูปทรงสี่เหลี่ยม มีน้ำหนักเบา คอมพิวเตอร์สามารถอ่านเขียนข้อมูลลงบนแผ่นฟลอปปีดิสก์ แผ่นดิสก์ยุคแรกถูกสร้างขึ้นในปีคริสต์ศักราช 1971 มีขนาด 8 นิ้ว ต่อมาถูกพัฒนาให้มีขนาดเพียง 3 นิ้วครึ่ง ในยุคปัจจุบันไม่มีการใช้แผ่นดิสก์ในการเก็บข้อมูลเนื่องจากมีความจุน้อย ไม่สามารถรอบรับข้อมูลใหญ่ๆได้

ต่อมามีการใช้แผ่นซีดี หรือ คอมแพ็กดิสก์ในการแทนที่แผ่นดิสก์ เป็นแผ่นออพติคอลใช้ลำแสงเลเซอร์ในการอ่านข้อมูล แผ่นซีดีทำว่าจะพลาสติกเคลือบอลูมิเนียมเพื่อสะท้อนกลับของแสงเลเซอร์ ทุกช่วงที่ลำแสงตรวจจับจะส่งค่า 0 และ 1 ไปยังซีพียูเพื่อประมวลผลข้อมูลนั้นต่อไป แผ่นซีดีถูกวางขายในตลาดเอเชียเมื่อปลายปีพุทธศักราช 2525 ถือว่าเป็นจุดเริ่มต้นของการปฏิวัติเสียงดิจิตอล ได้รับการยอมรับและเสียงชื่นชมจากผู้ใช้เป็นอย่างมาก ในปีพุทธศักราช 2547 มีการจำหน่ายแผ่นซีดีกว่าสามหมื่นล้านแผ่นทั่วโลก

แต่การจัดเก็บข้อมูลในรูปแบบแผ่นดิสก์หรือแผ่นซีดีมีการพกพาได้ยาก ไม่สามารถทำการดึงข้อมูลออกมาใช้ได้ทันทีจึงมีการพัฒนาแฟลชไดรฟ์ขึ้น ซึ่งเป็นอุปกรณ์สำหรับจัดเก็บข้อมูลโดยหน่วยความจำแบบแฟลช มีน้ำหนักเบา มีความสะดวกต่อการใช้งาน สามารถพกพาไปไหนก็ได้ เป็นอุปกรณ์ที่ไม่ต้องมีการขับเคลื่อนทำให้ต่อเข้ากับคอมพิวเตอร์โดยผ่านช่อง USB ก็ใช้ข้อมูลที่ถูกเก็บไว้ได้เลย มีความจุตั้งแต่ 2GB, 8GB, 16GB, 32GB, 64GB ไปจนถึง 1028GB เลยทีเดียว ถือว่ามีความจุที่ไม่มีขีดจำกัด แฟลชไดรฟ์สามารถทำงานได้ในหลายระบบปฏิบัติการ เช่น วินโดวส์ ลีนุ๊กและยูนิกซ์ เป็นต้น มีการใช้งานอย่างแพร่หลายในยุคปัจจุบันเป็นอย่างมาก

ยังมีการพัฒนาจากแฟลชไดรฟ์ไปสู่การเก็บข้อมูลในรูปแบบอื่นๆ เช่น บลูเรย์ เมมโมรี่การ์ด ซึ่งมีขนาดเล็กและมีประสิทธิภาพมากขึ้น ในอนาคตเราอาจเห็นการเก็บข้อมูลในรูปแบบอื่นๆที่สร้างความสะดวกในการใช้งานมากขึ้นก็ได้